• Black Facebook Icon
  • Instagram

Welcome to the world where truth doesn't hurt

เราให้เด็กเนิร์ดไม่รู้เรื่องแฟชั่น ไปทำตัวเป็นเซเล็บสุดหล่อที่ Elle Fashion Week


และนี่คือผมในชุดที่ทำให้ผมรู้สึกทันสมัยเอาเสียมากๆ พี่แพ็ธ บรรณาธิการแฟชั่นจากนิตยสาร ELLE Men ที่เป็นคนแต่งตัวให้ผมบอกว่า “สีแดงเป็นสีประจำซีซั่นนี้” ซึ่งผมแปลได้ใจความว่า “ช่วงนี้สีแดงกำลังฮิต” แฟชั่นนี่เรื่องมากเสียจริง พูดให้เข้าใจง่ายๆ แค่นี้ก็ไม่ได้

ภาพ: บิณฑ์ บัวหมื่นชล @dogshakesdog Grooming: แพ็ธ-ณภัทร สุทธิธน @patsutithon

“หลักการของแฟชั่นคือการสื่อสาร คนเราใช้แฟชั่นสื่อสารจุดยืนและความเชื่อตั้งแต่ยังอยู่ในถ้ำ แล้วเอาสีทาหน้าทาเนื้อตัว หรือเอานี่นั่นมาร้อยเป็นสร้อยคอเพื่อความสวยงาม และเป็นเครื่องรางไปในตัว มันจึงไม่ใช่เรื่องของความถูกความแพง และไม่มีผิดมีถูก เพราะเป็นเรื่องการสร้างความสมบูรณ์แบบส่วนบุคคล”


นั่นเป็นคอนเซ็ปต์ที่ Third World เขาจะใช้เพื่อตอบโจทย์ Passion Für Perfektion ของเฟเดอร์บรอย (Federbräu) โดยใช้ผม–ผู้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องแฟชั่นเป็นหนูทดลอง เพื่อดูว่า ถ้าบางอย่างมันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้จะเป็นทางเลือกที่คนอื่นนำเสนอให้ ผมจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่ และได้เรียนรู้ความรู้สึกใหม่อย่างไรบ้าง


ก่อนหน้านี้ พอได้ยินคำว่าแฟชั่น ผมชอบเห็นภาพเว่อๆ ที่มีนางแบบใส่ชุดใหญ่ๆ นายแบบหล่อเหลาในชุดสูทผมเรียบแปร้ สวมรองเท้าหนังมันขลับจนเอามาส่องแทนกระจกได้เลย แฟชั่นเป็นโลกที่ผมไม่คิดว่าตัวเองมีธุระอะไรต้องแวะเข้าไป ดังนั้น พอคนที่ Third World ติดต่อมาว่าจะพาผมไป “แฟชั่นวีค” ภาพที่ผมเห็นจึงมีแต่ความเว่อวังอลังการ แต่ผมไม่เห็นตัวเองในนั้น


ผมชื่อ โยโย่ อายุ 22 ปี ผมทำงานวิศวกรโปรแกรมของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ Sertis แถวพร้อมพงษ์ วันๆ ผมอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูล big data, deep learning, ปัญญาประดิษฐ์ เป็นงานที่มีแต่ตัวเลขวิ่งอลหม่านบนหน้าจอ โดยไม่มีรูปซูเปอร์โมเดลให้พักสายตาเหมือนนิตยสารแฟชั่น ซูเปอร์โมเดลในโลกของผมจึงเป็นเอ็ดเวิร์ด สโนวเด็น มากกว่านายแบบผมเรียบรองเท้ามันวาวพวกนั้น

Third World เลือกผมด้วยการสุ่มไล่ดูรูปเพื่อนใน friendlist ของทีมงานคนหนึ่ง ผมได้รับเลือกด้วยเหตุผลว่า “ไอ้แว่นนี่ดูน่าจะไม่รู้เรื่องแฟชั่นที่สุด” เขาบอกผมว่า เขาจะทำให้ผมกลายเป็น “เซเล็บสุดหล่อในแฟชั่นวีค”


ผมตอบรับโดยไม่คิดมาก ไม่ใช่ว่าเพราะผมอยากเป็นเซเล็บสุดหล่อ แต่เพราะลึกๆ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเสื้อผ้ามันจะเปลี่ยนผมได้ขนาดไหนกันเชียว เปลี่ยนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ผมอยากรู้ว่า ความรู้สึกของตัวเองมันจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สี่โมงเย็นสามวันต่อมา พี่แพ็ธกับช่างภาพและเพื่อนผมที่เป็นทีมงาน Third World ก็บุกมาที่ออฟฟิศ พวกเขาดูตื่นตาตื่นใจกับภาพจอคอมพิวเตอร์หลายร้อยวางเรียงพรืดเต็มออฟฟิศ มันคงเป็นสภาพแวดล้อมที่คนแฟชั่นอย่างพวกเขาไม่ค่อยได้เจอ ส่วนสภาพของผมก็กระเซอะกระเซิงอย่างที่เห็น จะให้ผมแต่งตัวไปอวดใคร วันๆ แค่ตื่นมาจะไปทำงานก็ไม่ค่อยจะทันแล้ว

แพ็ธ-ณภัทร สุทธิธน บรรณาธิการแฟชั่น นิตยสาร ELLE Men Thailand: 

“ตอนได้เจอโยโย่ทีแรก ก็รู้สึกว่าเขาเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ธรรมดา เพราะเขามีเซนส์ทางศิลปะ มีอารมณ์ขัน ช่างสังเกต ทีแรกนึกว่าจะเนิร์ดกว่านี้”

วันรุ่งขึ้นพี่แพ็ธพาผมไปที่ Smile Club (เวิ้งโบราณ เอกมัยซอย 10) ร้านนี้ตกแต่งเหมือน diner restaurant จากยุค 50s เป็นบรรยากาศต่างจากร้านตัดผมที่ผมเคยเข้ามาทั้งหมด (แต่ครั้งสุดท้ายที่ผมเข้าร้านตัดผมมันก็ปีนึงมาแล้ว) พี่แพ็ธบอกช่างว่า “เปลี่ยนไม่เยอะ” เขาบอกไม่อยากเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของผมเกินไป ปล่อยผมยาวเหมือนเดิม แต่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่านี้ เพราะบนหัวผมมีฝอยชี้ฟูไม่มีทิศทางอยู่เยอะมาก ซึ่งเกิดจาการทำสีผมเมื่อปีก่อน (อันนี้ถือเป็นร่องรอยความแฟชั่นของผมได้ไหม?) ส่วนการเซ็ต พี่แพ็ธบอกไม่เอาทรงเรียบแปร้ เพราะเวลาผมยาวแล้วโดนเจลเยอะ มันจะดูเป็นเด็กเชียร์แขกตามงานอีเว้นต์มากกว่าคนไปงาน เขาอยากให้ธรรมชาติและยังเป็นตัวของผมอยู่ หนวดก็ต้องขลิบ เคราก็ต้องเล็ม และทรงแว่นก็ควรเปลี่ยน


สรุปว่าที่พี่แพ็ธบอกว่าเปลี่ยนไม่เยอะ ถ้าร้านเขามีหัวคนสำเร็จรูปมาเสียบแทนได้เหมือนตุ๊กตา พี่แพ็ธน่าจะทำงานได้ง่ายกว่า

พี่ต้อง ช่างผมใหญ่ของร้านใช้เวลากับผมและหนวดเคราของผมอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่ตลอดเวลาผมไม่ได้ใส่แว่น จึงมองไม่เห็นตัวเองในกระจก แต่เมื่อเสร็จแล้วและได้เห็นตัวเองผมก็ชอบนะ หน้าตาดูสะอาดสะอ้านน่าคบหาขึ้นอย่างที่พี่แพ็ธต้องการ และผมก็ไม่รู้สึกฝืนตัวเอง ที่จริงผมน่าจะสังคยนาผมเผ้าให้เข้าท่าแบบนี้ตั้งนานแล้ว พี่ต้องเองก็คงมองเห็นว่าผมออกจะพอใจ เลยแซวว่า “ดูดีขึ้น เนี้ยบขึ้น ดูมีอนาคต” 555

หนึ่งการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของผมวันนี้ เกิดจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือเปลี่ยนวิธีแสกผม! ปกติผมจะหวีแสกข้างโดยอัตโนมัติ แต่พี่แพ็ธบอกว่า ถ้าเปลี่ยนตำแหน่งแสกบ้าง ผมก็จะดูมี volume ขึ้น ข้างบนก็ไม่ดูแบนมาก นี่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมไม่เคยคิดจะเปลี่ยน สระเสร็จแล้วมันแสกยังไง ก็เอาอย่างนั้น แต่พอได้เปลี่ยนมันก็ดูแปลกตาดี

เลิกงานวันต่อมา พี่แพ็ธพาผมไปตัดสูทที่ร้าน Pinky Tailor ที่ตึกมหาทุนพลาซ่า พี่เขาบอกว่าร้านนี้ไว้ใจได้ และเปิดกิจการมากว่า 20 ปี เมื่อต้นปีพี่แพ็ธก็พาพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกมาตัดที่นี่เพื่อถ่ายรูปขึ้นปก ELLE Men


พี่วินช่างสูทมาต้อนรับเรา ผมเดินลูบนั่นจับนี่ระหว่างที่พี่แพ็ธกับพี่วินเขาตกลงกัน นึกครึ้มใจว่าดีจังได้สูทฟรี เพราะผมเบื่อยืมสูทพ่อใส่ไปงานแล้ว ถ้าได้สีกรมท่าหรือสีดำอันนี้ก็คงดีเลย แต่ไม่ทันจะหันไปเสนอ ก็ได้ยินพี่แพ็ธคุยว่า “สีกรมนี่ไม่เอาเลย เพราะในงานคนจะใส่สีนี้เยอะมาก ขอเด่นหน่อย ผมกำลังคิดว่าน่าจะอันซ้ายนะ” พี่แพ็ธหมายถึงสีแดง แต่ไม่ใช่แดงอย่างเดียว พี่เขาบอกว่า มันคือ “แดงเบอร์กันดี้” และสีแดงนี่แหละ คือสีประจำซีซั่นนี้ ซึ่งพอผมกลับบ้านเปิดดูเว็บของ ELLE ก็ปรากฏว่าดีไซเนอร์ทำเสื้อผ้าสีแดงกันหลายแบรนด์

ตอนนั้นผมก็หวั่นใจ ว่าถ้าใส่สูทแดงทั้งท่อนบนและล่าง มันจะออกมาเป็นนักร้องลูกทุ่งไปหน่อยหรือเปล่า แต่เหมือนพี่แพ็ธก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะเขาเลือกผ้ากางเกงสีกรมท่ามีลายทาง (pinstripe) ส่งให้ช่าง “ถ้าไม่มีลายเลยมันจะดูเครียด ดูเป็นเครื่องแบบไป” พี่แพ็ธว่า “มันต้องแร่ด! ต้องมี energy วัยรุ่นกันหน่อย” ผมบอกพี่แพ็ธว่า จบงานนี้ผมจะใส่ชุดนี้ไปงานสัมนาโปรแกรมเมอร์ พี่แพ็ธก็ยุว่า “เฮ้ย เท่ เอาเลย!”


พี่แพ็ธบอกว่า เรากำลังจะตัดสูทที่เรียกกว่า double-breasted หรือสูทกระดุมสองแถว หกเม็ด สามคู่ แต่กลัดจริงแค่คู่เดียวเพราะเป็นสไตล์ ส่วนเชิ้ตตัวในให้ใส่เสื้อยีนส์ของ Uniqlo ที่ผมใส่เมื่อวานก็ได้ เพราะถ้าเป็นเสื้อขาวหรือดำ จะดูเหมือนไปทำงาน เราไม่ play-safe กันแบบนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าสูทใส่กับเสื้อยีนส์ได้ และไม่รู้ว่าเสื้อตัวละ 600 ของผม จะใส่ออกงานได้

ตอนนั้นความเชื่อที่ว่า “แฟชั่นคือของแพง” ของผมได้สั่นคลอนอย่างหนัก แล้วพอรู้ว่าสูทชุดนี้ทั้งตัวราคา 7,000 บาท ซึ่งก็เป็นราคาตัดสูทตามปกติ ความคิดเดิมๆ ของผมก็พังลายลง และได้รู้ว่า บางทีแฟชั่นอาจะเป็นเรื่องของการเลือกมากกว่า


“ต้องใส่นาฬิกาไหมพี่” “นาฬิกาไม่ต้อง เราไม่ต้องดูเวลา เพราะทุกคนต้องรอเรา” พี่แพ็ธเล่นมุก “แล้วรองเท้าล่ะพี่” “เดี๋ยวกูเอา Gucci ให้ใส่”

คิดดูก็สนุกดี ที่ Uniqlo ใส่กับ Gucci ก็ได้ ผมมารู้ทีหลัง ว่าก่อนจะเป็นบรรณาธิการแฟชั่นของ ELLE Men พี่แพ็ธเคยเป็นดีไซเนอร์ที่ Greyhound อยู่หลายปี ก็ไม่แปลกใจเลย ที่พี่เขาสามารถเลือกนี่นั่นให้ได้ให้มันเข้ากันได้อย่างคล่องแคล่วสนุกสนาน ส่วนที่ดูจะเรื่องเยอะที่สุด คือความกว้างของขากางเกง และความเต่อของปลายขา ว่าต้องเต่อจากรองเท้านิ้วครึ่ง ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่ ว่าความกว้างของขากางเกงมีผลต่อความดูเป็นคนแต่งตัวเป็น


ช่างวินลัดคิวตัดสูทให้ผมเร็วเป็นกรณีพิเศษ พรุ่งนี้ผมต้องมาลองสูทอีกครั้ง และเขาจะตัดเสร็จทันวันงานพอดี คืออีกสามวันต่อจากนี้

บ่ายวันงาน พี่แพ็ธพาผมกลับไปเซ็ตผมที่ Smile Club เสร็จแล้วก็ให้ผมไปรับสูทที่ Pinky Tailor เอง เพราะพี่เขาต้องเข้าไปที่งานก่อน


เป็นความรู้สึกแปลกแต่ดี ตอนที่ผมเห็นตัวเองในกระจกในชุดครบเครื่อง ทั้งผมใหม่ แว่นใหม่ รองเท้าใหม่ และเสื้อผ้าใหม่ที่ตัดเพื่อไซส์ผมโดยเฉพาะ เป็นความแปลกที่ได้รู้ว่า ความพอดีของไหล่เสื้อ ขากางเกง หรือชายเสื้อ มีผลช่วยเพิ่มความมั่นใจ แล้วสัดส่วน รูปทรงของรูปร่างผมก็ดูเปลี่ยนไป นี่คงเป็นมายากลของแฟชั่น ความลงตัวของการเลือกที่ถูกต้อง ทำให้ผมไม่รู้สึกเขินกับสีที่ไม่เคยใส่ กลับคิดต่อไปอีกด้วยซ้ำ ว่าทีหลังจะลองใส่สีอื่นนอกเหนือจากสีโทนปลอดภัยที่ผมมีอยู่ในตู้เสื้อผ้าบ้าง


ผมนั่งแท็กซี่ไปถึงงานตอนบ่ายสอง เหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมงกว่าโชว์จะเริ่ม ทีมงาน Third World มาเจอผมที่ร้านอาหารในเซ็นทรัลเวิลด์ เขายื่นตั๋ว front row ของ Vickteerut x Federbräu ให้ผมแล้วเรียกผมอย่างนบนอบว่า “คุณโยโย่” ท่าทีไม่เป็นกันเองเหมือน 5 วันที่ผ่านมาทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น สักพัก ชายฉกรรจ์รุ่นคุณอาสองนายก็เข้ามาสวัสดีผม


ตอนนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า Third World มันเล่นใหญ่ เขาจ้างบอดี้การ์ดสองคนมาประกบผมด้วย “เดี๋ยวพี่ช่วยดูคุณโยโย่ด้วยนะคะ คุณหญิงเขาหวงมาก” ผมได้ยินพี่ทีมงานบอกบอดี้การ์ดแบบนั้น