• Black Facebook Icon
  • Instagram

Welcome to the world where truth doesn't hurt

วิวัฒนาการแฟชั่นในปาร์ตี้ Dudesweet 17 ปีที่ผ่านมา

โดย โน้ต พงษ์สรวง @dudesweetworld

พอทำปาร์ตี้แบบเดือนละครั้งมา 17 ปีติดกัน คุณก็จะไม่ตื่นเต้นกับปาร์ตี้ใดๆ ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว แม้แต่ปาร์ตี้วันเกิดตัวเองยังขี้เกียจไป นี่ผมหมดความตื่นเต้นขนาดที่ว่าพฤศจิกายนปีที่แล้วเป็นเดือนครบรอบ 16 ปี Dudesweet ผมยังลืมเลย สองเดือนต่อมาคิดได้อีกทีก็ เออ ลืมว่ะ เอาไว้ก่อน เดี๋ยวปีหน้า (คือปีนี้) ค่อยจัดแล้วกัน แต่ปีนี้เราจะจัดปาร์ตี้ครบรอบ 17 ปี ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน ที่คลับ Whiteline สีลมซอย 8 เราเหมามันทั้งตึก จัดสามชั้น สามแนวเพลง อิ้นดี้, ฮิปฮอป/RnB, เทคโน หมดปาร์ตี้ครั้งนี้เราจะเข้าสู้ยุคใหม่ เอาน้องรุ่นใหม่มารันปาร์ตี้แทนแล้ว ส่วนเราจะพักตับไปเขียนหนังสือ ทำคอนเท้นต์กันให้ดีๆ


สำหรับน้องๆ ที่ไม่รู้ว่า Dudesweet คืออะไร เพราะวันที่พี่เริ่มทำ น้องๆ อาจจะยังเป็นเบ่บี๋นั่งเขี่ยเจี๊ยวตัวเองเล่นแล้วหัวเราะคิกคักอยู่เลย แล้วพอเป็นน้องเป็นวัยรุ่น Dudesweet ก็เลิกฮิตไปแล้วพร้อมๆ กับดนตรีร็อค และน้องๆ ต้องเติบโตมากับ EDM...พี่เห็นใจมาก

ปาร์ตี้ครั้งแรก มีรูปอยู่แค่นี้เพราะยุคนั้นไม่มีใครพกกล้อง รูปนี้มีคนเขาให้มา

Dudesweet คือปาร์ตี้พังก์ร็อคที่เริ่มกันแบบดิบๆ เขรอะๆ จัดครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2002 ที่ร้านอาหารร้างเสื่อมโทรมบนถนนข้าวสาร ร้างแบบที่ก่อนงานเริ่มทีมเราต้องช่วยกันขัดห้องน้ำให้ไม่ดูน่าสังเวชนัก แต่กระนั้นก็ยังมีแมลงสาปไต่โถขึ้นมาดูคุณฉี่ คืนนั้นเราเปิดเพลงด้วยซีดีและเทปคลาสเซ็ตที่ต้องกรอหัวเพลงที่จะเล่นให้เสร็จมาจากบ้าน ถึงวันนี้เราตระเวนจัดมาหมดแล้ว ทั้งในคลับไฮโซ บาร์โลโซ ในหอศิลป์ ในโกดังร้าง ในโรงพยาบาลร้าง ชั้นใต้ดิน บนดาดฟ้าตึกใบหยก บนรถเมล์ บนเรือ หรือแม้แต่บนเครื่องบิน ตอนนี้เหลือที่ยังอยากจัดให้ได้ก็มีแค่ในวัดกับสถานีตำรวจ

ชั้นสองตึก Bayon ถนนข้าวสารคือที่ๆ Dudesweet จัดปาร์ตี้ครั้งแรกในปี 2002 (รูปปัจจุบันจาก google street view)

การเดินทางอันยาวนานย่อมได้มาซึ่งเรื่องราวมากมาย และเมื่อเป็นการเดินทางของคนทำปาร์ตี้ มันก็มีเรื่องบ้าคลั่งเยอะแยะ ซึ่งเอาจริงหลายเรื่องผมก็ลืมไปแล้วเพราะเมา และความซวยอีกอย่างคือปาร์ตี้เราถือกำเนิดขึ้นในยุคมือถือยังถ่ายรูปไม่ได้ เช่นพวกโนเกีย อิริคส้น แบล็คเบอรี่ต่างๆ ที่ถ่ายรูปไม่เคยสวย แต่ยุคนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลให้ถ่ายรูปในปาร์ตี้อยู่ดี เพราะโซเชียลมีเดียยังไม่มีให้ลง และโทรศัพท์ไม่มีระบบฟอร์เวิร์ดรูปแบ่งเพื่อนดู และที่สำคัญคือกูจะเต้น กูจะเปิดเพลง กูไม่ว่างมาถ่ายรูป ดังนั้นภาพส่วนใหญ่ที่ถูกรวบรวมไว้ในหอหมายเหตุของ Dudesweet (อันที่จริงก็เป็นแค่ฮาร์ดไดร์ฟโตชิบ้าสีดำขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้นล่ะ) ส่วนใหญ่จะเริ่มตอนปี 2009

เมื่อกี้บอกว่าเลิกตื่นเต้นกับปาร์ตี้ให้ฟังดูคูลๆ รุ่นใหญ่ไปงั้น แต่ความจริงคือพอถึงคืนปาร์ตี้ Dudesweet ทีไร ผมก็ยังตื่นเต้นเหมือนครั้งแรก ตื่นเต้นที่ได้เจอผู้คนที่มาปาร์ตี้เรา แม้ตอนนี้ปาร์ตี้ Dudesweet มันจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนก่อนแล้ว แต่ผมก็อิ่มเอมทุกครั้งที่มีคนมา จะแค่สิบคนหรือร้อยคนก็เถิด ก็ปาร์ตี้เราก็เริ่มจากคนหลักสิบอยู่แล้ว

และสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความโชคดีที่สุดของอาชีพคนจัดปาร์ตี้ คือการได้ยืนอยู่หน้าสุดของห้องเสมอ --นั่นคือที่บู๊ตดีเจ เพราะจากมุมที่ผมยืน เมื่อมองลงไปคุณจะได้เห็นภาพผู้คนในช่วงเวลาที่เขามีความสุขสนุกสนาน ไม่มีที่ไหนหรอกที่ผู้คนจะปลดปล่อยเหมือนในปาร์ตี้ พวกเขามาเพื่อดนตรี -- ดนตรีที่เราเปิด


ถ้าจะเล่าต่อไปว่าปาร์ตี้ Dudesweet ผ่านอะไรมาบ้างมันก็จะเวิ่นเว้อเกินไปแล้ว คือสุดท้ายมันก็แค่ปาร์ตี้อ่ะนะ ซึ่งเป็นอะไรที่ใครก็ทำได้ ดังนั้น เรื่องที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กว่าและจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงกับตาตัวเองมาตลอด จากมุมมองหน้าสุดของฟลอร์ นั่นคือ...

วิวัฒนาการแฟชั่นในปาร์ตี้ Dudesweet ใน 17 ปีที่ผ่านมา

โดยผมจะแบ่งออกเป็นสามยุค

2002-2005

ปลายลมตดฮึบสุดท้ายของแฟชั่นยุค 90s

ในภาพล็อตนี้จะเห็นคนนุ่งสั้นและสายเดี่ยวอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเท่าตอนนี้ เพราะเชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งในช่วงปลายยุค 90s ผู้หญิงนุ่งสั้นใส่สายเดี่ยวออกจากบ้านเคยเป็นประเด็นที่สังคมก่นด่าอยู่เกือบสองปี ผมเดาว่าเทร็นด์สายเดี่ยวมันเริ่มตอนปี 1993 ที่ เคต มอส ใส่สลิปเดรสไปปาร์ตี้ในลอนดอนแล้วเป็นลุคที่ฮือฮาไปทั่วโลก แล้วพอประมาณปี 1996 สายเดี่ยวก็มาถึงเมืองไทย บุกเบิกโดยค่ายโดโจซิตี้ที่ให้น้องๆ วัยใสในค่ายได้โชว์เนื้อสาวกระจ่างใสในนิตยสาร Katch

นิตยสาร Katch (ขอขอบคุณภาพจาก The Cloud )

โบ จ๊อย โดนผู้ใหญ่ตอนนั้นด่าระงม ว่าแต่งตัวขัดวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
เคต มอส กัยสลิปเดรสในตำนานที่เขย่าวงการแฟชั่น

ช่วงปี 2000-2006 เป็นช่วงที่สื่อแบบแผนอันได้แก่นิตยสาร วิทยุ และทีวีเริ่มจับทางธุรกิจกันไม่ถูกและไปกันไม่เป็น ก่อนเข้าสหัสวรรษใหม่คนกำหนดเทร็นด์ดนตรีคือรายการวิทยุและช่องดนตรีอย่าง MTV หรือ Channel [V] และค่ายเพลงต่างๆ มันคือยุคที่ถ้า MTV บอกว่าวงนี้คูล ทันใดนั้นวงนั้นก็จะคูล แต่เดี๋ยวนี้ที่ทางเลือกอยู่ปลายนิ้วของทุกคนแล้ว ถ้า MTV มาบอกคุณว่าวงนี้คูล คุณก็คงถามกลับไปว่า who the fuck are you? กล้าดีหยั่งไรมาบอกฉันว่าอะไรคูลไม่คูล ไปเล่นตรงโน้นไป๊! How dare you!


แฟชั่นผูกกับดนตรีมาตลอด แต่พอถึงปี 2000 ที่คนเห็นอะไรกว้างขึ้น ก็ไม่มีใครแต่งตัวตามนักร้องค่ายแกรมมี่ อาร์เอสอีกต่อไปแล้ว ช่วงปี 2000-2006 สามสื่อที่มีอิทธิพลต่อเทร็นด์แฟชั่นไทยคือ ค่ายโดโจ นิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ และนิตยสารลิปส์

ถาม: ตอนนั้นวัยรุ่นซื้อเสื้อผ้าใส่ไปปาร์ตี้กันที่ไหน?

ตอบ: สยามสแควร์และจตุจักร

สองตลาดนี้ทาร์เก็ตต่างกัน ลุคคุณหนูจะช็อปที่สยาม ลุคหนุ่มสาวเซอร์ย่อมไปจตุจักร หนึ่งในเทร็นด์ 90s ที่ยังค้างอยู่ถึงกลางยุค 2000 และขายกันทั้งจตุจักรคือเสื้อคอโปโลเข้ารูป กางเกงขาม้า และเสื้อเชิ้ตเข้ารูปซึ่งผมเองก็มีอยู่หลายตัวทีเดียว ใครที่บอกว่าแฟชั่นยุค 90s มีแต่เสื้อตัวใหญ่ๆ แสดงว่าไม่รู้จริง เพราะเสื้อ oversize มันฮิตสำหรับเด็กวัยรุ่นเบสิคน่าเบื่อๆ ที่มักจะมีแม่น่ารำคาญ หรือไม่ก็สาวหวีสับหิ้วหลุยส์รุ่นขนมจีบ แต่ถ้าอยากจะแก่น อยากจะซ่า อยากจะบริตป๊อปคือต้องใส่เสื้อยืดรัดรูปมีโลโก้สินค้าอะไรสักอย่างที่หน้าอก ซึ่งเสื้อแบบนั้นมันเป็นลุคที่ใส่ออกมาให้รอดยากมากถ้าคุณไม่ใช่วงโมเดิร์นด็อกหรือลิฟต์กับออย ส่วนผมใส่แล้วตายแบบไม่รู้ตัวไปหลายรอบ ทางเพื่อนๆ ก็อึดอัดที่จะเตือน จนมันต้องประชุมกันว่าจะหาวิธีบอกผมอย่างไรดีว่าใส่แล้วทุเรศ ก็เลยต้องเลิกใส่เพราะกลัวไม่มีเพื่อนชวนไปเดินสยาม แต่ก็ยังเก็บเอาไว้ใช้จับหูหม้อแกงอยู่หลายปี

หลังปี 2005 ก็ไม่ค่อยได้เห็นผมเดรดล็อคบ่อยๆ แล้ว
ลิฟต์กับออย
Blur

2006-2012

MySpace Fashion


สยามพาราก้อนเปิดในเดือนธันวาคมปี 2005 ที่จำได้เพราะวันที่เขาจัดงานเปิดห้าง Dudesweet เราก็มีปาร์ตี้ที่ร้าน Astra ใน RCA พอดี (ปัจจุบันร้านนั้นปิดไปแล้ว) และมีคนแต่งตัวหรูหราจัดเต็มมาจากงานพาราก้อนกันเยอะมาก ซึ่งโดนกับธีม American Prom Night ในคืนนั้นของเราพอดี

แต่พาราก้อนไม่ได้เป็นตัวเปลี่ยนแฟชั่น ที่เอ่ยชื่อเขาขึ้นมาเพราะผมมักจะปักหมุดไว้ว่าแฟชั่นไทยทั้งระบบเริ่มมีการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ช่วงปีที่พาราก้อนเปิด เพราะหลายอย่างมันมาพร้อมกันในช่วงปี 2005-2008 เช่น แบรนด์ไทยเปิดใหม่เมื่อสามสี่ปีก่อนเริ่มแข็งแรงมากในช่วงนี้ อาทิ สามทหารสาว Sretsis, Disaya, Kloset ที่ตอนนั้นโด่งดังกันไปถึงยุโรป อเมริกา มันเป็นช่วงปฏิวัติลุคใหม่สตรีไทยจริงๆ จากที่แต่ไหนแต่ไรมีแต่ลุคลูกสาวกำนัน ตอนนี้พวกเธอแต่งตัวฟรุ้งฟริ้งกันแล้ว นอกจากนี้ผู้หญิงที่นุ่งสั้นโชว์เนื้อหนังก็ไม่มีใครมองว่าดอกทองอีกต่อไป GO WOMEN!

Disaya 2008
Sretsis 2009
Kloset 2008
ปกอัลบั้มอมตะและเป็นหนึ่งในอัลบั้มขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เอมีใส่ชุดของ Disaya

ถาม: คืนนี้เป็นวันศุกร์ แล้วเมื่อหนุ่มสาวแต่งตัวสวยเสร็จแล้ว เขาไปเที่ยวไหนกัน?

ตอบ: ก็ไปปาร์ตี้ Dudesweet นี่ล่ะ อันนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินเลย เพราะเป็นเรื่องที่ผู้นำแฟชั่นรุ่นนั้นเขารู้กันดี ไม่เชื่อไปถามนิตยสารแฟชั่นเล่มไหนในยุคนั้นก็ได้ ทั้งโมเดล ดีไซเนอร์ ช่างภาพ สไตล์ลิสต์เขามากันครบทุกเล่มทุกแบรนด์ และถ้ากลับไปเช็คข้อมูลการสำรวจตลาดเหล้าและ nightlife ทุกสำนักในช่วงปี 2004-2010 คุณก็จะเจอข้อมูลตรงกันว่า Dudesweet เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นที่เป็น trendsetter ของกรุงเทพฯ

เฮ้อ...วันวานอันแสนหวาน

ตอนนั้นปาร์ตี้เราจัดที่ Club Culture (ปิดไปแล้ว) เป็นหลัก แต่ปาร์ตี้เราก็ไม่ได้มีอิทธิพลกำหนดเทร็นด์ใดๆ มันเป็นแค่พื้นที่ให้คนที่ชอบแฟชั่นอยู่แล้ว เขาได้แต่งตัวมาปล่อยผีแฟชั่น เพราะสิ่งที่มีอิทธิพลต่อแฟชั่นจริงๆ ในตอนนั้นคือ --MySpace

ในช่วงปี 2005-2008 แบรนด์ใหญ่ของโลกอย่าง ชาแนล, ดิออร์, มาร์ค เจคอบส์ ต้องจ้างพนักงานหนุ่มสาวมาเล่น MySpace เพื่อรายงานว่าตอนนี้เด็กเขาฮิตอะไร ไปเที่ยวไหนกัน ฟังเพลงอะไรกัน เพราะมันคือยุคแรกที่สื่อหยิ่งยะโสอย่างนิตยสารไม่มีอิทธิฤทธิอิทธิพลชี้นำกำหนดเทร็นด์อีกต่อไป นอกจากนี้การใส่แบรนด์ใหญ่ออกจะเป็นเรื่องเสี่ยว อยากเท่ต้องหาใส่แบรนด์อินดี้หน้าใหม่ในตอนนั้น เช่น Alexander Wang, Proenza Schouler, Opening Ceremony วัยรุ่นดูการแต่งตัวของวงอินดี้เท่ๆ แหล่งกำเนิดความฮิปอยู่ที่ย่านโอลด์สตรีทและชอร์ดิตช์ในลอนดอน ที่ช่างภาพปาร์ตี้ The Cobra Snake มักไปถ่ายรูปวัยรุ่นเปรี้ยวๆ มาลงบล็อกของเขา


MySpace เป็นแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับนักดนตรี นักออกแบบและศิลปินอิสระเป็นหลัก ดนตรีมีส่วนสำตัญอย่างมากในการพลิกโฉมแฟชั่นช่วงนี้ หลายวงแจ้งเกิดจาก MySpace เช่น Arctic Monkeys ก็เป็นหนึ่งในนนั้น มันเป็นช่วงปีที่เกิดวงดีๆ ขึ้นเป็นดอกเห็ด ปีที่ดีมากๆ ของดนตรีคือ 2004-2005 และเมื่อซีนดนตรีคึกคัก ผู้คนก็เกิดแรงบันดาลใจในการแต่งตัว และการแต่งตัวไปไหนก็ไม่สนุกเท่าไปปาร์ตี้และคอนเสิร์ต


ช่วงนี้ยังเป็นการเติบโตอย่างมหัศจรรย์ของ fast fashion อย่าง Topshop, H&M และท็อปที่สุดในหมวดเดียวกันคือ American Apparel ที่ตอนนี้เจ๊งไปแล้ว