• Black Facebook Icon
  • Instagram

Welcome to the world where truth doesn't hurt

ดีเจตกงานไอเดียแจ่ม เปลี่ยนเซเว่นให้เป็นบาร์สไตล์ล็อคดาวน์

เรื่อง: Third World


“เพื่อนที่รู้ใจใกล้ๆ คุณ หิวเหล้าเมื่อไหร่ก็แวะมา” คือสโลแกนที่ ธเนศ แซ่เซ็ง หรือ DJ Tenet เจ้าของบาร์ Sad Tomorrow บาร์แนวอินดี้อีดีเอ็มขนาดหนึ่งคูหาย่านสะพานควาย ใช้โปรโมทธุรกิจแนวใหม่ที่เขาเป็นผู้คิดค้นและเรียกมันว่า "ป๊อปอัพบาร์รายวัน"

คำสั่งปิดคลับ บาร์ ตั้งแต่สามทุ่มและห้ามขายเครื่องดื่มอัลกอฮอลล์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ นักดนตรีและดีเจได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าอีกครั้ง โดยเฉพาะบาร์ขนาดเล็กอย่าง Sad Tomorrow ต้องกัดฟันแบกภาระหนักเป็นพิเศษ


“กิจการผับบาร์เป็นธุรกิจแรกที่โดนสั่งปิด แต่พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เรากลับเป็นคิวสุดท้ายที่เขาจะให้เปิด” ธเนศกล่าว “ตอนล็อคดาวน์รอบก่อนผมต้องขายลำโพง อุปกรณ์ดีเจ และแผ่นเสียงส่วนตัวที่สะสมไว้เพื่อหาเงินมาจ่ายลูกน้อง จ่ายค่าเช่าร้าน แต่ผมก็ไม่โทษใครเพราะเรื่องแบบนี้ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ช่วงนั้นผมกับเมีย และลูกน้องกับดีเจที่ร้านก็เปลี่ยนอาชีพไปวิ่งแกร็บแทน พอคลายล็อคดาวน์เราก็ช่วยกันเอาเงินขับแกร็บไปไถ่ของคืน แต่ได้คืนมาไม่ถึงครึ่งเดือนก็ต้องขายทิ้งอีกเพราะเกิดโควิดรอบสอง เราก็โดนสั่งปิดอีก”

ธเนศ แซ่เซ็งและภรรยา เจ้าของบาร์ Sad Tomorrow

ธเนศเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า วันที่รัฐออกประกาศนั้น ในช่วงสายรัฐบอกแค่ว่าห้ามลูกค้านั่งกินในร้านเกินสามทุ่ม แต่สั่งกลับบ้านได้ เขาและภรรยาจึงช่วยกันชงค็อกเทลใส่ถุงแกงรัดหนังยาง เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อกลับบ้านไปเทใส่แก้วใส่น้ำแข็งพร้อมดื่ม แต่ต่อมาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน มีประกาศใหม่ว่าห้ามกิจการผับ บาร์ ขายอัลกอฮอลล์ทุกกรณี แต่ให้เปลี่ยนไปขายอาหารได้


“การจะให้เปลี่ยนบาร์เป็นร้านอาหาร ก็เหมือนบอกให้เปลี่ยนวัดเป็น Air BnB" ธเนศกล่าว "คือมันใช่ว่าจะทำได้แบบไม่ต้องให้เวลาตั้งตัว เพราะบาร์เล็กๆ ของผมไม่มีครัว ไม่มีอุปกรณ์ทำอาหาร ถ้าจะทำให้ขายอาหารได้ก็ต้องมีเงินทุนสร้างครัว ซึ่งผมไม่เหลือแล้ว แล้วคุณคิดว่ารัฐจะช่วยออกไหมล่ะ ประกาศวันนั้นทำเอาผมกับเมียนั่งมืดแปดด้านอยู่ในร้านจนดึกดื่นเลย”


เขาถอนใจ ก่อนเล่าต่อด้วยรอยยิ้มของผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาว่า


“แต่ในความมืดก็มีแสงสว่างเสมอ และแสงสว่างสำหรับผมในวันนั้น คือแสงไฟจากเซเว่นอีเลฟเว่นฝั่งตรงข้าม”

วันนั้นเอง ที่ธเนศได้คิดถึงความจริงที่ว่า ในขณะที่กิจการผับบาร์น้อยใหญ่ต่างต้องพักกิจการและห้ามขายอัลกอฮอลล์โดยไม่มีข้อแม้ และไม่ได้รับการเยียวยา แต่เซเว่นอีเลฟเว่นยังคงขายอัลกอฮอลล์ถึงเที่ยงคืนได้ตามปกติ และเป็นที่ๆ ไม่เคยมีประวัติคนติดโควิด

ธเนศจึงริเริ่มกิจการ pop-up bar หน้าเซเว่น บริการชงค็อกเทลโดยใช้แผงล็อตเตอรี่ห้อยคอเป็นสเตชั่นชงเครื่องดื่ม ซึ่งให้ความคล่องตัวและเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยเขาจะเริ่มกิจการตอนห้าโมงเย็นและเลิกเที่ยงคืนตามเวลาขายอัลกอฮอลล์ ส่วนสูตรค็อกเทลก็ทำจากเครื่องดื่มที่มีขายในเซเว่น

แผงล็อตเตอรี่ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นสเตชั่นชงค็อกเทล

ข้อดีของกิจการป๊อปอัพบาร์ของธเนศคือสามารถย้ายไปเซเว่นสาขาไหนก็ได้ที่ทำเลเหมาะสมหรือตามรีเควสต์ลูกค้า เพราะสิ่งเดียวที่เขาต้องเตรียมไปคือแผงล็อตเตอรี่ ส่วนแก้วน้ำนั้นเขาให้ลูกค้าเตรียมมาเองหรือซื้อในเซเว่น การนั่งดื่มก็นั่งกันหน้าเซเว่นและตามฟุตบาธถนน ซึ่งก็สะดวกต่อการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยเธนศจะไล่เดินบริการชงค็อกเทลให้ลูกค้าแต่ละคนที่ยกมือเรียก


ในส่วนของดนตรี ธเนศเปลี่ยนบทบาทดีเจและพนักงานของเขาให้เป็นนักดนตรีเปิดหมวก สำหรับคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น เขาก็ให้ไปฝึกพ่นไฟ หรือฝึกเล่นมายากลจากยูทูบ รายได้ของนักดนตรีและนักมายากลก็แล้วแต่ความพอใจของลูกค้า

ธเนศเรียกกิจการป๊อปอัพบาร์หน้าเซเว่นของเขานี้ว่า “บาร์เซเว่นอัพ” ถึงตอนนี้เขาทำมาได้สองอาทิตย์แล้ว และหากผู้ประกอบการผับบาร์ ดีเจ นักดนตรี หรือคนกลางคืนท่านใดที่ประสบชะตากรรมเดียวกันสนใจจะทำตามบ้าง เขาก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์

แม้กิจการจะไปได้ด้วยดีและไม่ต้องลงทุนมาก แต่ธเนศก็ยังคงเฝ้ารอวันที่จะเปิดบาร์ได้อีกครั้ง เพราะบัดนี้ เขามีไอเดียใหม่สำหรับบาร์ Sad Tomorrow ของเขาแล้ว

“ผมคิดว่าหมดโควิดรอบนี้ ผมจะปิดบาร์แล้วเปลี่ยนไปเปิดเซเว่นแทน แต่เป็นเซเว่นที่มีดีเจ เพราะถ้ามีการล็อคดาวน์อีก ผมก็แค่เปลี่ยนไฟในร้านให้เป็นไฟบาร์สีๆ หรือบางทีอาจติดดิสโก้บอลด้วย แล้วขายเหล้าตั้งแต่ห้าโมงถึงเที่ยงคืนได้ตามปกติ เพราะยังไงรัฐบาลก็ไม่กล้าทำอะไรเซเว่นอีเลฟเว่นอยู่แล้ว” ธเนศกล่าว