Welcome to the world where truth doesn't hurt

ประสบการณ์การล่าหนุ่มญี่ปุ่นอยู่หลายปี จนในที่สุดก็ได้เป็นสามี



ที่จริง Evisu ที่เป็นลูกค้าเรา เขาอยากให้เขียนเรื่องแฟชั่นของญี่ปุ่น แต่คิดไปคิดมาแล้วเราออกจะมั่นใจว่าผู้อ่าน Third World ที่น่ารักของเราล้วนมีรสนิยมวิไลกันทั้งนั้น นำเสนอญี่ปุ่นเรื่องอื่นไปเลยดีกว่าเพราะเขียนเรื่องทิปแฟชั่นนี่นั่นไปก็ไร้สาระ เหมือนสอนหนังสือสังฆราช เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เหมือนสอนจระเข้ให้ลิงดู แล้วเราก็ assume เอาว่าทุกท่านต่างรู้จัก Evisu กันอยู่แล้ว ว่าเขาขึ้นเชื่อเรื่องความปราณีต ทนทาน ลายปักวิจิตร คือของเขาแพงเพราะของเขารายละเอียดจัด คือดังเพราะความญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่นที่จุกจิกได้ทุกจุดแบบนี้ นี่ตอนที่ถ่ายวิดีโอแฟชั่นใช่ป่ะ (โปรดคลิกดูก่อนอ่านเรื่องหนุ่มญี่ปุ่น) เราก็คลี่ๆ แบะๆ ตะเข็บ ดูดีเทลล์นี่นั่น ก็เออ ช่างขยันทำเนอะ จึงค่อยๆ วางแล้วบอกโมเด้วก่อนถ่ายว่าใส่กันดีๆ นะมึง ของเขาเลอะหรือพังขึ้นมากูไม่มีปัญญาซื้อใช้


เรื่องการล่าหนุ่มญี่ปุ่นจนในที่สุดก็ได้สามีมาครอบครองนี้ เขียนโดยกวาง ซึ่งเป็นทีมงาน Dudesweet / Third World เราเอง กวางเขียนเรื่องนี้ก่อนคลอดสี่วัน เป็นบทความน่ารัก จริงใจ เป็นส่วนตัวและเต็มไปด้วยอารมณ์ เข้าใจว่าฮอร์โมนก่อนคลอดคงพลุ่งพล่านจึงเขียนได้ลื่นไหล น้องออกมาก็น่ารักน่าชัง อารมณ์ดีเป็นที่สุด (ไว้โตเป็นสาวเมื่อไหร่ลุงจะซื้อ Evisu ให้ใส่) กวางตั้งชื่อว่า น้องคะน้า หรือเด็กหญิงคานะ (คานะจัง) แปลว่าพีชพรรณที่หอมหวล นี่เป็นบทความที่พวกเราทีม Dudesweet ชอบกันมากชิ้นหนึ่ง ถ้าเว็บเราเจ๊งต้องแยกย้ายกันเมื่อไหร่ เราก็ยังมีบทความน่ารักนี้ไว้ให้จดจำร่วมกัน


(หมายเหตุ: ภาพถ่ายกับวิดีโอไม่เกี่ยวกับเรื่อง เป็นภาพแฟชั่นที่เราทำกับ Evisu)

เรื่อง: พฤกษา วงศ์พวก @kikikwangw โมเดล: คิตตี้ ชิชา @kittychicha เป้ อารักษ์ @paearak ฟราน Smile Club @weirdvisuel__smileclub ยอร์ช Nev3r @nev3r.bkk ยูโร @smdleuro ลูกนัท สิริวงษ์ @luknut_luknut เอจิ ซูมิ @eijisumi แต่งหน้า: สุรปรีย์ อชิรกุล @achirakul สไตลิ่ง: โมเดลเลือก Evisu ไป mix & match กับเสื้อผ้าของตัวเองกันเอง ถ่าย: ทีม Mexico

เรามักจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าคนญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ นะ ความญี่ปุ่นมันจะมีความยูนีคอะไรของมันอยู่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือคนญี่ปุ่นทุกคนมักจะมีความเนิร์ดอะไรสักอย่างติดการ์ตูน บ้าสะสมของ โอตาคุรถไฟที่ชอบการนั่งรถไฟสะสมบัตรจำตารางเวลารถไฟได้หมด โอตาคุเครื่องบินที่ทุกวันเสาร์อาทิตย์จะไปตามถ่ายรูปและนั่งดูเครื่องบินขึ้นลง และบ้ากินเหล้าที่เป็นกัน 80% ของประชากรจริงๆ


จากประสบการณ์ผู้เขียนที่ผูกพันกับคนญี่ปุ่นคือมีพี่น้องต่างพ่อแต่แม่เดียวกันเป็นคนญี่ปุ่น 3 คน เราเคยอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นแค่ 3 ปีแต่เป็น 3 ปีที่คุ้มมากเพราะเราออกไปนั่งอิซากายะบาร์แทบทุกวัน เพื่อไปทำความรู้จักคน...หรือพูดภาษาบ้านๆ คือไปล่าค่ะ


บวกกับไปเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่บาร์อันเดอร์กราวด์แถวชิบูย่า 1 ปีเต็มก็เคยออกเดทกับผู้ชายญี่ปุ่นหลากหลายรูปแบบอยู่บ้างทั้ง หนุ่มออฟฟิศ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ช่างไฟ ดีเจ นักดนตรี ศิลปิน เจ้าของแกลอรี่ พ่อค้าหรือแม้แต่ยากูซ่า

เอาคนแรกก่อนละกัน หนุ่มออฟฟิศคนนี้เรามักเรียกให้เพื่อนคนไทยฟังเวลาเล่าถึงว่า ไอ้แกงจืด แกงจืดคือผู้ชายคนแรกที่ออกเดทด้วยหลังจากที่มาอยู่ญี่ปุ่นได้ประมาณ 1 เดือน ภาษาก็ยังไม่ค่อยได้ เจอกันที่บาร์ Juke80 ย่านนากาโนะแถวบ้าน บาร์นี้เขาจะมีสมุดเพลงฝรั่งความหนาประมาณ 500 หน้าให้คนเปิดแล้วเขียนใบขอเพลง เจ้าของร้านก็จะเป็นคุณน้าอายุประมาณ 50 คอยใส่โปรแกรมอารมณ์ต่อคิวเพลงแบบวินแอมป์สมัยก่อน ความเนิร์ดของร้านนี้คือเขาจำเพลงที่เราเขียนครั้งแรกตอนที่มาร้านได้ และหลังจากนั้นมาทีไรก็จะเปิดเพลงที่เคยขอครั้งแรกให้จนกลายเป็นเพลงประจำตัวเราที่แขกทุกคนที่บาร์นั้นจำได้ซะงั้น ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ชอบเพลงนี้ขนาดนั้นแค่ตอนนั้นไม่รู้จะขออะไร (เพลง My Cherie Amore : Stevie Wonder )


ทุกครั้งที่เจอแกงจืดก็จะเป็นเวลาเดิมคือเดินเข้าบาร์มาประมาณเที่ยงคืนสี่สิบ เป็นเวลาของรถไฟเที่ยวสุดท้ายจากชินจูกุมาถึงสถานีนี้ แกงจืดมักจะมาคนเดียวเหมือนเราเลยได้นั่งเคาน์เตอร์ที่เก้าอี้ห่างกัน 3-4 ตัวเสมอ


พอนั่ง แกงจืดมักจะถอดนาฬิกาและเอาสมุดออแกไนซ์มากางดูหลังสั่งเหล้าเสร็จ ทำแบบนี้ทุกครั้งที่เจอ จนกระทั่งวันนั้นลูกค้าน้อยมากเจ้าของร้านเลยชักชวนแกงจืดให้มานั่งข้างเราและแนะนำให้รู้จักกัน เลยพอรู้ว่า อ๋อ แกงจืดทำงานเป็นซาลารี่แมนเซลล์บริษัทสิ่งพิมพ์ป้ายโฆษณาต่างๆ กิจกรรมเสริมที่ทำเอาเป็นเอาตายหลังจากทำงาน คือเล่นเบสบอลทุกวันอาทิตย์ เป็นทีมเดียวกับเจ้าของร้าน เลยมานั่งร้านเหล้าร้านนี้


ด้วยความเหงาเลยชวนแกงจืดเล่นๆ ว่าเสาร์นี้ ตอนกลางวันพาไปดูร้านขายของเบสบอลหน่อยสิ พอดีมีเพื่อนที่ไทยอยากได้เสื้อ ซึ่งความจริงคือไม่มีใครอยากได้อะไรทั้งนั้นค่ะ เหงาเฉยๆ

การออกเดทเป็นไปด้วยความกระอักกระอ่วนเกร็งๆ งงๆ สงสัยเพราะไม่ได้กินเหล้าด้วยมั้ง เดินเข้าร้านนี้ออกร้านโน้นจนไม่รู้จะไปดูอะไรแล้ว เลยต้องบอกแกงจืดว่า จำได้ว่าเธอสะสมพวกวีดีโอหนังเก่าๆ เหรออยากดูจัง งั้นไปบ้านเธอดีกว่า


พอไปถึงห้องแกงจืดก็เลยเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น เริ่มจากที่ราวตากผ้ามีเสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าที่เหมือนกัน 5 ตัวตากอยู่ ถุงเท้าสีเทาอ่อนเหมือนกันหมด สายตาแพนไปเจอที่ชั้นหนังสือเป็นหนังสือ how to ความคิดหรือการดำเนินชีวิตต่างๆ ผสมกับหนังสือเบสบอล ความน่าขนลุกคือมีหนังสือ how to การตัดกางเกงเสื้อ กระเป๋า เพื่อชุดทำงาน ไปซื้อที่ไหนร้านไหน ต้องเอาความกว้างขากางเกงเท่าไหร่ถึงจะดูดี ทรงผมยังไง ใช้กระเป๋าแบบไหนซื้อที่ไหน ดีเทลเป๊ะเหมือนคู่มือโรงงานผลิตตุ๊กตา เราเลยเข้าใจว่าทำไมซาลารี่แมนญี่ปุ่นถึงแต่งตัวเหมือนกันซะ 80% เพราะมันมีพวกหนังสือ how to แบบนี้นี่เอง ลามไปถึงเรื่องการเดทสาวที่มีธรรมเนียมว่า เดทแรกต้องพาไปกินราเมน แล้วต้องสลับถ้วยกันกินเหมือนเป็นการจูบทางอ้อม ซึ่งอีแกงจืดคนนี้คือทำ แต่นี่ไม่รู้ว่ามันคือวิธี cliché ที่พวกหนังสือฮาวทูสอนต่อๆ กันมา มารู้ก็คือตอนเมาท์กับเพื่อนสาวคนญี่ปุ่น

หลังจากที่พ้นเดทแรกความสัมพันธ์กับแกงจืดก็จะเป็นความสัมพันธ์แบบเซเว่น หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาบ้าง บังเอิญเจอที่บาร์ก็ไปกันต่อบ้าง จนประมาณครั้งที่ 4 ที่ไปบ้านแกงจืด แกงจืดก็บอกว่าเขาจะวางกุญแจเข้าห้องไว้บนมิเตอร์ไฟหน้าห้องเสมอ ถ้าติดต่อไม่ได้หรือไม่เห็นเขานานๆ เขาหายไปให้มาเอากุญแจไขมาดูที่ห้องเขาได้เลย ลืมบอกไปว่าแกงจืดคือหนุ่มต่างจังหวัดที่ย้ายมาทำงานที่โตเกียว ไม่เคยไปเที่ยวเมืองอื่นหรือต่างประเทศ ด้วยเหตุผลว่ากลัว ไม่อยากเจออะไรใหม่ๆ เพราะชีวิตทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว


มีครั้งหนึ่งที่แกงจืดเคยถามเราคือ เม็ดน้ำฝนที่ไทยเป็นยังไงเหมือนกับของญี่ปุ่นไหม คือเขาไม่เคยไปไหนเลยจริงๆ และเมื่อถอดเสื้อผ้าออกจะพบว่าแกงจืดเป็นโรคเรื้อนกวางที่สีผิวขาวดำสลับกัน และตามตัว ตามแขนจะเห็นร่องรอยของการน่าจะพยายามทำร้ายตัวเอง หรืออาจจะโดนเพื่อนแกล้งในวัยเด็ก


ส่วนชีวิตประจำวันก็ดำเนินตามลูปเดิมๆ ทุกวันทำงานจันทร์ - ศุกร์ และเล่นเบสบอลทุกวันอาทิตย์ ต่อให้วันเกิดเราหรือเรามีโชว์พิเศษวันอาทิตย์ก็จะไม่มีอะไรมาทำให้แกงจืดไม่ไปเล่นเบสบอลวันอาทิตย์ได้ ทุกครั้งที่ส่งเมสเสจมาหาก็จะเป็นเวลาเดิมและประโยคเดิม คือประมาณ 5 ทุ่ม 45 ในข้อความที่ว่า เพิ่งเลิกงาน อยู่บนรถไฟขบวนเที่ยวสุดท้าย วันนี้ผมคิดว่าผมจะไปร้าน Juke 80

อีกคนที่อาจจะพอให้เห็นถึงความญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ คือแฟนสายเล่นอินดี้คนคิชิโจจิ กลางคืนเป็นดีเจแต่กลางวันเป็นคนงานก่อสร้างก่ออิฐโบกปูน ที่ถ้าอยู่ในประเทศเราหลายคนอาจจะมองว่าเป็นอาชีพได้เงินน้อย ไม่ต้องเรียนหนังสือก็ทำได้เลยเป็นอาชีพที่บางทีก็โดนดูถูก แต่ที่ญี่ปุ่นคือเป็นอาชีพที่ได้เงินพอสมควร และดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ใครที่กำลังร้อนเงินก็จะมาโกยเป็นจ๊อบๆ ไป ซึ่งถ้าขยันรับงานกะดึกก็รวยกันเลยทีเดียว


ช่วงไปญี่ปุ่นใหม่ๆ เดินแถวบ้านก็เคยมีมองแบบโอ๊ยคนก่อสร้างที่ญี่ปุ่นน่ากินมาก ใส่กางเกงขาบานๆกำลังขุดเจาะถนนกึกๆ แอบด่าตัวเองในใจเบาๆ ว่าบ้าจริงทำไมมาอยากกินอะไรกับก่อสร้าง แต่พอมารู้ถึงระบบการใช้ชีวิตจริงๆ ของคนญี่ปุ่นก็เลยเก็ทว่า คนทำงานร้านอาหาร คนทำงานก่อสร้างไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่มีการศึกษาหรือว่าเป็นอาชีพสำหรับคนจน แต่มันเป็นการเลือกอาชีพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์มากกว่า อย่างบางคนจบปริญญาตรีแต่เกลียดการขึ้นรถไฟเช้ามาก เลยขอทำงานพาร์ทไทม์ทำงานขายเสื้อผ้าและงานบาริสต้าสลับกันใน 1 อาทิตย์

อย่างแฟนหนุ่มดีเจคนนี้ก็คือเป็นอีกพวกหนึ่งที่มักจะเจอในผู้ชายญี่ปุ่น คือพวกใช้ชีวิตไม่มีหลักปักฐาน ไม่มีความฝัน แววตาล่องลอย ต้องสูบกัญชาทุกวัน ต้องเข้าร้านขายแผ่นเสียงและต้องซื้อกลับบ้านทุกวันวันละแผ่นก็ยังดี และญี่ปุ่นเนี่ยอะไรก็ไม่รู้นะ มีปาร์ตี้ทุกคืนเลย เป็นดีเจแต่ก็ไม่เห็นว่าจะได้เงินทุกงาน คนฟังก็บางปาร์ตี้มี 3 คน บางปาร์ตี้คนเยอะแต่ก็ไม่เคยเห็นว่าจะได้เงินเยอะแยะ สรุปก็คือทำงานก่อสร้างเพื่อความสุขในการที่จะได้เป็นดีเจเปิดเพลงที่ไม่ใช่เพลงสายทำเงิน ยอมปาร์ตี้เลิกตี 4 และไปทำงานก่อสร้างต่อแปดโมงเช้า คือคนญี่ปุ่นนี่ต่อให้เมาขนาดไหนแต่ถ้ามีงานก็จะเด้งตื่นกันแบบไม่มีอิดออด เขาจะมียากินก่อนกินเหล้าเพื่อให้ไม่แฮงค์ขายกันเป็นเรื่องเป็นราวตามมินิมาร์ท


ความแปลกของแฟนคนนี้คือบ้านเขาจะอยู่แบบมินิมัลๆ ตู้เสื้อผ้ามีชุดไม่ถึง 10 ชุด แต่ขอโทษแต่ละตัวเป็นแบรนด์เนมแพงๆ ดูมีดีไซน์หมดนะจ๊ะ และเขาก็จะใส่ชุดเดิมๆ วนไป เจอกันกี่ครั้งก็เสื้อตัวนี้ กางเกงตัวนี้อีกละ เคยถามก็ได้คำตอบว่า ทำไมต้องมีหลายตัว และพออยู่ญี่ปุ่นนานเข้าก็จะเจอคนที่ใส่ชุดเดิมวนซ้ำๆเหมือนมีชุดเก่งอยู่ 3 ชุดแล้วใส่วนไป อาจจะเพราะบ้านที่แคบไม่อยากสะสมเสื้อผ้าให้รก หรือเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าการใส่แบรนด์เนมมันเซฟลุคให้คนมองเราว่าเป็นคนมีรสนิยม คือมันเสริมสร้างความมั่นใจได้ในระดับนึงอะ ก็เลยซื้อแพงๆ ไปเลยสวยแน่นอนดีกว่า

จากการสังเกตพฤติกรรมและหลอกๆ ถามเพื่อนมาเลยพอจับได้ว่าก็จะมีพวกที่เลือกของแพงแต่สี ดีไซน์เพลย์เซฟเพราะจะใส่วน ใส่แมทช์กับชุดอื่นแล้วคนก็จำไม่ได้ กับอีกพวกคือชุดดีไซน์ล้ำๆ ไปเลย คือซีซั่นนี้มึงจำกูกับชุดนี้ไปเลย แต่คนที่เพิ่งเจอเฟิร์สอิมเพรสชั่นก็จะแบบ ว้าว คนนี้ดูดีจัง ซึ่งคนพวกนี้พอหมดซีซั่นนึงก็จะเอาชุดไปขายที่ร้านมือสอง และด้วยความเป็นแบรนด์เนมก็ขายได้ราคา เออก็เป็นทางเลือกที่ดีและก็เลยเข้าใจว่าทำร้านรับซื้อและขายของมือสองที่ญี่ปุ่นมันเยอะมาก 1 สถานีรถไฟจะต้องมีสามร้านขึ้นไป มันคงเพราะแบบนี้นี่เอง และเพราะซีซั่นมันก็เปลี่ยนทุกสามสี่เดือน มันไม่เหมือนบ้านเราที่ใส่เสื้อยืดได้ทั้งปี คนก็เลยมีการซื้อขายเก่าไปใหม่มาตลอด

มาถึงคนสุดท้ายที่เอาเป็นสามีละกัน เป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยมานาน เหตุผลในการอยู่เมืองไทยคือ เกลียดการขึ้นรถไฟไปทำงานตอนเช้าเพราะที่ญี่ปุ่นมันสาหัสจริงๆ มันรอ 4-5 ขบวนก็ยังขึ้นไม่ได้ หรือถ้าหลุดเข้าไปก็คือยืนด้วยนิ้วโป้งแบบเรียนบัลเลต์จริงๆ ค่ะ


แต่เอาเข้าจริงๆ พออยู่ด้วยกันไปสักพัก เอ๊ะนี่มันคือเหตุผลแบบไว้ตอบคนนอกนิ่ คือคนญี่ปุ่นเนี่ยเขาจะมีการวางตัวแบบคนในคนนอกเลือกพูดเลือกวางตัวไม่เหมือนกัน คือคนในบ้าน คนที่สนิทกันก็จะเปิดใจพูดได้ ส่วนคนนอกเขาก็จะให้เห็นอีกแบบนึง คนนอกจะไม่มีทางรู้ว่าเขาคิดอะไรจริงๆ ในใจ ทุกอย่างที่ตอบก็จะเป็นแพทเทิร์นที่เบสิควางไว้


คือโรงเรียนที่ญี่ปุ่นอ่ะมันสอนแบบโรบอทจริงๆ นะคะ ขนาดตอนเราเรียนภาษาที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่น การแต่ประโยคหรือการอ่านพวก เอ๊ (ลากเสียงยาวๆ) ไว้ใช้เวลาเรื่องนั้นดูน่าตกใจ หรือ เอโต (ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะทำท่าคิด มีอมลมในแก้มนิดนึง) แล้วค่อยพูดประโยคต่อไป ซึ่งมันเป็นคำไม่มีความหมายอะไรเลยนะ แต่ก็คือทุกอย่างเป็นแพทเทิร์นที่โรงเรียนสอนและบังคับให้ต้องพูดค่ะ เรียนไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่าประโยคแบบไหนที่ต้อง เอ๊, อ๊า, เอโต, เอ้ คือคนญี่ปุ่นเขาก็เลยจะมีอะไรอย่างเงี้ย คือมันดูไม่จริงใจแต่มันคือเบสิคของเขาที่เขาถูกสั่งสมมานาน

เราเริ่มมาจับได้ว่าเหตุผลที่สามีอยากอยู่เมืองไทยไม่กลับญี่ปุ่นจริงๆ ก็คือ นางคือคนบ้าการเที่ยวเลานจ์ โคโยตี้และก็บ้าเรื่องการเก็บเงิน คือย้อนแยงมาก ชอบเก็บเงินแต่ก็ชอบไปเที่ยวเลานจ์เที่ยวโคโยตี้มาก สมัยอยู่ญี่ปุ่นเคยแอบฟังนางคุยกับเพื่อน คือหมดค่าเที่ยวค่ากินเหล้าตามเลานจ์คืนละ 50,000 - 100,000 เยน (ประมาณ 15,000 - 30,000บาท) เป็นคนถ้ากินเหล้าแล้วหยุดไม่ได้เลยมีประสบการณ์ถังแตก ทำงานดีมากเงินเดือนสูงมากแต่เป็นหนี้บัตรเครดิตหลักแสนบาทและไม่มีเงินเก็บ เลยลองย้ายมาอยู่ไทย


ซึ่งก็ตอบโจทย์มากเพราะเลานจ์ที่นี่ไม่แพงเลย คือเมาปลิ้นก็จ่ายมากสุด 5,000 บาทที่ซอยคาวบอย เพราะด้วยความเคยถังแตก สามีก็เลยกลายเป็นคนกลัวความจน กลัวการที่จะกลับไปเป็นคนไม่มีเงินอีก ตอนนี้เลยกลายเป็นคนเคร่งเรื่องเงินมาก แต่ก็จะมีเงินเก็บแบบรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และการเก็บทั้งหมดก็คือเป็นเงินเก็บสำหรับเที่ยวซอยคาวบอย

สมัยเป็นแฟนกันก็ไม่รู้อะไรมากหรอก แต่เมื่อตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกัน พอจะแต่งงานปุ๊ป สามีก็เริ่มเข้ามาจัดการเรื่องเงินทันที แหมเพื่อนๆ ต่างตื่นเต้น อุ๊ยดี แต่งงานกับสามีญี่ปุ่น เป็นแม่บ้านญี่ปุ่น อยู่บ้าน ไปซุเปอร์ ทำกับข้าว แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ คือถ้าอยากเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นคือต้องเป็นเบี้ยล่างสามีสุดๆ ทำกับข้าวทำทุกอย่าง รับเงินค่ากับข้าวรายอาทิตย์ แล้วต้องจดด้วยนะว่าซื้ออะไรไปบ้างแม้แต่ลูกอม 1 ซอง พักก่อนค่ะ


ชีวิตคู่ของเรากับสามีเลยต่างจากบ้านอื่น คือทำงานด้วยกันแต่ทุกอย่างหารกัน ไม่ได้หารแบบอเมริกันแชร์ 50-50 นะ แต่สามีดิชั้นถึงขั้นเอารายได้มาคำนวณ ว่ารายได้ชั้นกับเธอห่างกันเท่าไหร่ ควรแบกรับภาระยังไง เลยได้ผลสรุปเป็นแชร์ 70/30 ทุกอย่างภายในบ้าน แม้กระทั่งค่าคลอดลูก เป็นคนเจ็บท้องแบกท้องแท้ๆ ก็ต้องจ่ายค่าคลอดลูกเอง 30% ค่ะ และถ้าบิดพริ้วเขาแกล้งลืมจ่ายเงินนี่ไม่ได้เลยนะ โมโหปากสั่น คือมันเป๊ะมากจนบางครั้งก็คิดถึงการมีแฟนคนไทย ที่ก็จะมีแบบ อ่ะ เงินเดือนเพิ่งออกเดี๋ยวเลี้ยงก็ได้ เอ้ยไม่เป็นไรสามสิบเองไม่ต้องให้ไรเงี้ย

และความเป๊ะในเรื่องเงินที่แบบเราเองก็ไม่เคยคิดมาก่อน คือเล่มเงินเก็บยามเกษียณ คือสามีบังคับว่าถ้าจะแต่งงานกันก็คือต้องเปิดบัญชีนี้และเก็บเงินทุกเดือนเดือนละ 5,000 บาทเป็นบัญชีเกษียณ คือเขาเริ่มเก็บมาแล้ว 7 ปี และถ้าจะแต่งงานกันเราก็ต้องเก็บด้วย เพราะเขาบอกเขาไม่อยากแชร์เงินเกษียณที่เขาเก็บของเขากับเรา ดังนั้นอย่าทำตัวเป็นภาระลูกหรือสามี จงเก็บเงินด้วยตัวเองไว้ใช้ตอนแก่ เปิดด่านก่อนแต่งงานก็คือไม่มีความโรแมนติกเลยค่ะคุณ แอบหดหู่มาก ชีวิตอายุ 34 ยังไม่เคยคิดถึงวัยเกษียณเลยจริงๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ก็ถ้าพูดกันตรงๆ ก็แฟร์กับคนข้างหลัง ที่ถ้าวันนึงแก่ก็ไม่ต้องมาห่วงว่าใครจะเลี้ยง

ไม่รู้ว่าจากการเล่าถึงผู้ชายสามคนสามแบบนี่พอจะเห็นความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นกันบ้างไหม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นอย่างนี้นะ เพราะตอนแรกก็อยากเขียนเรื่องข้อเด่นของผู้ชายญี่ปุ่นที่เอาจริงๆ คือเป็นคนซื่อสัตย์มาก คบกันแล้วไม่ค่อยห่วงเรื่องโกหกมีแต่ไม่ยอมบอก ต้องคาดคั้นเอง แต่ก็มาคิดได้ว่าเคยเจอผู้ชายญี่ปุ่นหลอกในทินเดอร์เป็นเรื่องเป็นราวอยู่หลายเดือนเลยไม่อยากเอามาฟันธงว่าเป็นแบบนี้ทุกคน


สุดท้ายสำหรับผู้หญิงไทยที่จะคบหาผู้ชายญี่ปุ่นในไทย ผู้ชายญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยเขาจะมีตำราที่เตือนให้ระวังผู้หญิงไทยคือ ผู้หญิงไทยชอบเช็คโทรศัพท์ (ซึ่งคนญี่ปุ่นถือมากว่าทำไม่ได้ บางคู่เลิกกันเลย) และผู้หญิงไทยขี้หึงมาก ถ้าจับได้ว่านอกใจจะโดนตัดจู๋ ดังนั้นก็อาจจะลดความกลัวได้ว่าแฟนจะนอกใจเพราะเขาคิดว่าเป็นธรรมเนียมผู้หญิงไทยไปแล้วจริงๆ 555

ขอแปะวิดีโอตัวเดิมปิดท้ายอีกที


Evisu มีจำหน่ายที่ Central Department Store ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ www.central.co.th/th/evisu

© 2020 Dudesweet Co., LTD.
บทความบางชิ้นบนเว็บไซต์ Third World เป็นเรื่องแต่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


หากไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ท่านสามารถใช้ภาพถ่าย, ภาพวาด, ข้อความ, บทความ ที่เขียนและถ่ายโดยทีมงาน Dudesweet/Third World ไปทำซำ้หรือเผยแพร่ได้เลยโดยไม่ต้องขอนุญาตเรา และไม่จำเป็นต้องลงเครดิต เราไม่ซี