Welcome to the world where truth doesn't hurt

ครบรอบ 30 ปีคอนเสิร์ตตำนานฉาวคาวโลกีย์ของมาดอนน่า

ถ้าศิลปินป๊อปแก้ผ้าบนคอนเสิร์ตตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่เมื่อสามสิบปีก่อนที่มาดอนน่าทัวร์คอนเสิร์ต Blond Ambition เธอโดนประท้วง โดนขู่ติดคุก โดนคนด่าค่อนโลก แต่คอนเสิร์ตช่วงปี 1990 ครั้งนั้นของเธอ สร้างมาตรฐานใหม่ให้การจัดคอนเสิร์ตที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้ดีกว่าเธอ

เรื่อง : แชมป์ ปริศร์ @paris_champ

คนส่วนใหญ่คิดว่า Queen of Pop อย่างมาดอนน่ามีผมสีบลอนด์ แต่ที่จริงมาดอนน่าผมสีน้ำตาลเข้มโดยกำเนิด ก็แล้วทำไมจะอยากเป็นสาวผมบลอนด์ไม่ได้ล่ะ ถ้า Blond have more fun และ Gentlemen prefer blondes

ในคอนเสิร์ตของมาดอนน่าที่มาเสริมและสนับสนุนอัลบั้ม Like a Prayer นั้นมีที่มา แรกเริ่มเดิมทีทัวร์คอนเสิร์ตของชุดนี้ก็จะชื่อว่า Like a Prayer World Tour ง่ายๆแหละ แต่สปอนเซอร์ใหญ่อย่าง Pepsi ถอนตัวไปเพราะว่า Music Video “Like a Prayer” ของชีเป็นที่อื้อฉาวมาก ไหนจะมีนักบุญเป็นคนผิวสีที่จุมพิตกับมาดอนน่า ไหนจะมีไม้กางเขนลุกเป็นไฟในขณะที่มาดอนน่าเต้นระเริงอยู่ Pepsi ไม่อยากจะเกี่ยวข้องใดใดกับอัลบั้มและทัวร์นี้อีก ก็เลยไม่มี Like a Prayer World Tour เกิดขึ้น

แต่มาดอนน่า ณ ตอนนั้นดังที่สุดในปฐพีบันเทิง จะไม่ทำคอนเสิร์ตมาโกยเงินก็บ้าไปแล้ว คอนเสิร์ตที่มาแทนที่ก็คือ Blond Ambition World Tour ที่มาดอนน่าเพิ่งจะย้อมผมบลอนด์กับการรับบทเป็นหญิงงามนาม Breathless Mahoney ของเจ้าพ่อในหนัง Dick Tracy ทัวร์นี้ก็เรียกว่าทำมาขายทั้งอัลบั้ม Like a Prayer และอัลบั้ม I’m Breathless เลย


ไม่มีใครรู้หรอกว่าทัวร์ครั้งนี้ คอนเสิร์ตนี้ จะเปลี่ยนรูปโฉมของการทำคอนเสิร์ตเพลงป้อปไปตลอดกาล

Blond Ambition ฉีกขนบของคอนเสิร์ตที่ปกตินักร้องมายืนร้องเต้น จบเพลงก็ Thank you แต่มาดอนน่าเนรมิต Blond Ambition เป็นเหมือนละครที่มี 5 องก์ เริ่มที่


Metropolis ได้แรงบันดาลใจจากหนังยุคศิลปะ Expressionism แบบหนัง Metropolis ของ Fritz Lang (1927)

Religious เล่นกับเรื่องศาสนา ที่มาดอนน่าชีถนัดเล่นประเด็นนี้อยู่แล้ว

Dick Tracy องก์นี้ทำเป็นสไตล์ Cabaret แบบในหนัง Dick Tracy ที่ชีแสดง

Art Deco ได้แรงบันดาลใจจากภาพของศิลปิน Tamara de Lempicka

และ Encore มาปิดท้ายคอนเสิร์ต


เชื่อว่าเกือบจะทุกคนในตอนที่ได้ดู Blond Ambition ของมาดอนน่าก็ต้องตื่นตาตื่นใจ เหมือนกับดูมิวสิกวิดีโอ มาเรียงต่อกันบนเวทีคอนเสิร์ตยังไงยังงั้นเลย ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ และมาดอนน่าก็เป็นผู้บุกเบิกและวางมาตรฐานให้กับคอนเสิร์ตเพลงป้อปอย่างแท้จริง แม้แต่ไมเคิล แจ๊คสันกับ Dangerous World Tour ก็น่าจะพูดได้ว่ารับอิทธิพลของ Blond Ambition มา นักร้องจะทำคอนเสิร์ตแบบธรรมดาไม่ได้อีกแล้ว จะต้องมีการออกแบบท่าเต้น วางไอเดียของฉากและเสื้อผ้า เรียงร้อยเพลงให้เหมือนกับคนมาดูละครฉากยาว

จะยิ่งใหญ่ได้ก็ต้องมีเรื่อง ทางวาติกันก็ต่อต้านและเรียกคอนเสิร์ตนี้ว่า “เป็นโชว์ของซาตาน” ที่แคนาดา ตำรวจก็มาขู่ว่าให้ตัดซีนที่มาดอนน่าสำเร็จความใครเลื้อยลีลาทุบร่างอยู่บนเตียงในเพลง Like a Virgin ถามว่ามาดอนน่าจะยอมเปลี่ยนไหม? ลืมซะเถอะ ที่อังกฤษ BBC ก็ถ่ายทอดคอนเสิร์ตนี้ โดยมาดอนน่าพูดคำว่า “ฟัค” ออกอากาศถึง 24 ครั้ง ชีบอกว่า “เป็นคำที่ดีนะ ถ้าไม่มีการฟัค เธอกับชั้นไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”

องค์ประกอบนึงที่ทำให้ Blond Ambition เป็นตำนานคือ การออกแบบเสื้อผ้า โปรดักชัน และท่าเต้น

เสื้อผ้าชีเลือกดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศส Jean Paul Gaultier ที่บอกว่าตอบรับมาดอนน่าแทบจะทันที แต่การทำงานกับมาดอนน่าก็ปวดประสาทเป็นที่สุด คือทุกอย่างต้องเป๊ะต้องถูกใจจริงๆ ไม่มีปล่อยผ่านดีเทลส์ โกลติเยร์ก็ทำให้เสื้อผ้าของ Blond Ambition World Tour เป็น Iconic ทั้ง Cone Bra อันโด่งดังเป็นอมตะ ทั้งสูทลาย Pinstripe ชุดลายจุดโครงเสื้อนอกที่มาสวบทับ หรือแม้แต่วิกผมหางม้าก็มีหนังฮอลลีวูดเอามาใช้หลายเรื่องอย่าง Hocus Pocus กับ Romy and Michelle’s High School Reunion

โปรดักชันก็เหมือนจะทำละครบรอดเวย์ซักห้าเรื่อง แถมมีการประดิษฐ์ไมค์ที่คาดหัวแล้วตัวไมค์ยื่นมาที่ปาก มาดอนน่าจะได้ร้องเต้นแบบไม่ต้องถือไมค์ให้เกะกะ ไมค์แบบนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไมค์มาดอนน่า” และศิลปินในยุคต่อมาก็หันมาใช้ไมค์แบบนี้กันแทบทุกคนตอนมีคอนเสิร์ต

และกลุ่มนักเต้นก็โดดเด่นเป็นที่กล่าวขาน ตอนรับสมัครนักเต้นชีบอกเลยว่า “พวกที่เหลาะแหละหรือเป็นแนววอนนาบีไม่ต้องมาสมัครเลยนะ” การคัดเลือกนักเต้นของ Blond Ambition ก็คือการสอบเข้าสถาบันอะไรซักอย่าง มีแต่คนอยากจะมาเป็นทีมเต้นของชี


ทัวร์ครั้งนี้มีแต่คนชื่นชม คนดูไม่ต้องพูดถึง มีแต่คนแต่งตัวเลียนแบบมาดอนน่าไปดูคอนเสิร์ต และขายดิบขายดี แสดง 57 รอบ ทำเงินไป 62.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (นั่นคือค่าเงินเมื่อสามสิบปีที่แล้วนะ) คือตอนนั้นในบรรดาศิลปินเดี่ยวชีก็ทำรายได้ในการทัวร์เป็นรองแค่ไมเคิล แจ๊คสันอยู่คนเดียว

ในตอนนั้น ที่เมืองไทยกับการมีคอนเสิร์ตมาดอนน่าเป็นเหมือนฝันที่ไม่มีใครกล้าคิด แฟนเพลงในไทยทำได้อย่างมากคือการขวนขวายหาวิดีโอคอนเสิร์ต Blond Ambition มาดู ใครที่ไม่เคยดูก็จะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ว่ากันว่าผู้ใหญ่ผู้ปกครองหลายบ้านก็พลอยได้ดูคอนเสิร์ตนี้เพราะว่าลูกตัวเองเปิดดูทั้งวี่ทั้งวัน


อาจจะพูดได้เต็มปากกว่า Blond Ambition คือคอนเสิร์ตเปลี่ยนโลกที่แท้จริง นักร้องอย่างไคลี่ มิโนก, บริตนีย์ สเปียรส์, บียอนเซ่, เคที่ เพอรี่, แลดี้ กาก้า และอีกนับสิบร้อยชื่อก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าในการมีคอนเสิร์ตนั้น ต้นแบบที่จะเป็นไอเดียต่างก็พัฒนามาจาก Blond Ambition ของ Madonna แทบจะทั้งนั้น


มีวาทะเด็ดของมาดอนน่าสมัยเข้าวงการใหม่ๆ เมื่อดิค คลาร์กพิธีกรรายการโทรทัศน์ American Bandstand ถามชีว่าต้องการทำอะไรมากที่สุด มาดอนน่าตอบว่า “I want to rule the world” อาจจะดูอหังการเกินตัวไปมากสำหรับนักร้องหน้าใหม่ในปี 1983 แต่แค่เจ็ดปีหลังจากนั้น กับอัลบั้มอย่าง Like a Virgin, True Blue, Like a Prayer มาถึงเพลง Vogue และคอนเสิร์ต Blond Ambition มาดอนน่าได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าชีครองโลกแล้วในที่สุด

© 2020 Dudesweet Co., LTD.
บทความบางชิ้นบนเว็บไซต์ Third World เป็นเรื่องแต่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


หากไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ท่านสามารถใช้ภาพถ่าย, ภาพวาด, ข้อความ, บทความ ที่เขียนและถ่ายโดยทีมงาน Dudesweet/Third World ไปทำซำ้หรือเผยแพร่ได้เลยโดยไม่ต้องขอนุญาตเรา และไม่จำเป็นต้องลงเครดิต เราไม่ซี