• Black Facebook Icon
  • Instagram

Welcome to the world where truth doesn't hurt

Review: Epik High in Bangkok

โดย จินนี่ สาระโกเศศ

พฤหัสบดี, 15 กรกฎาคม 2565

เริ่มแสดงเวลา 19.00 น.

-----

Scene 1. 2 ชั่วโมงแรกของการรอคอย

ฉันเดินไปนั่งรอริมกระจกที่แสงแดดส่องเข้ามาถึง ไหล่ของฉันพิงไปด้านหลัง ไอร้อนของแดดทอดมาที่เสื้อแขนยาวสีขาวตัวใหม่ ตอนนี้ความรู้สึกของฉันมันแปลกๆๆ ทุกคนมายืนต่อแถว เข้าคิวรอให้เวลามาถึง ส่วนฉันใช้มือท้าวลงไปที่พื้น แล้วค่อยลุกขึ้นยืนลำดับสุดท้ายที่มีคนมาต่อหลังเป็นลำดับถัดไป ตอนนี้ขาของฉันสั่นจนดูออก ก็มันตื่นเต้นนี่นา...


Scene 2. 5 วินาทีที่ได้ไปถ่ายรูปร่วม


“เดินมาเลยครับ เดินมาเลย”

อะไรนะ พูดกับฉันอยู่หรือ?? ฉันรีบเดินไปยืนด้วยความงุนงง ฉันต้องทำยังไง ต้องไปยืนข้างๆ ใกล้ๆ หรือยังไง? ยังไม่ทันได้เริ่มคิด เค้าก็มีคนมายืนข้างๆ แล้ว


โอ๊ย แล้วฉันจะพูดอะไรดี จะพูดอะไรดี


ยังไม่ทันจะพูดอะไร เค้าก็มีคนทักทายแล้ว ไม่เป็นไร ยิ้มถ่ายรูปไป

“เดินต่อไปได้ครับ”​

แล้ว 5 วินาทีที่มีก็จบลง…





Scene 3. 1 ชั่วโมงกว่าที่รอต่อไป

“ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูเมคเฟรนด์กับคนข้างๆ แล้วค่ะ”​

โอเค ตอนนี้น้องม.ปลายที่คุณแม่ฝากฉันมามีเพื่อนแล้ว สบายใจได้แล้ว ส่วนตัวฉันก็รอต่อไป แล้วก็หันไปสานต่อบทสนทนากับคนข้างๆ การมาดูคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีเป็นอย่างนี้นี่เอง มันคือการรอคอย มันคือความหวังที่จะได้เจอ ได้พบ และรอต่อไป จะกี่ชั่วโมง จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็รอต่อไป มันเป็นขนบของการเป็น FC สินะ

Scene 4. 1 ชั่วโมงครึ่งที่ความจริงกับความฝันมันไม่ต่างกัน


ไม่ถึงหนึ่งวินาทีที่เสียงเพลงดังขึ้น ทุกคนก็ลุกจากเก้าอี้ วิ่งไปกรูกันด้านหน้าเวที

เดี๋ยวๆ ฉันต้องวิ่งไปเหมือนกันใช่มั้ย?? การไม่เคยเป็นติ่งเกาหลีมาก่อน ทำให้มนุษย์วัยป้าอย่างฉันงุนงงพอสมควรโอเค ไปก็ไป!


Scene 5. บางส่วนของความฝันบนพื้นที่เหยียบอยู่บนความจริง


Here - เพลงที่ 1 : และแล้ว Epik High ก็มาที่นี่ ความฝันของทุกคนไม่ได้เป็นแค่ lucid dream อีกต่อไป


Prequel - เพลงที่ 2 : สิ่งที่มาก่อนสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะเป็นความสำเร็จ ชื่อเสียง และทุกสิ่งที่ตามมา เราทุกคนต่างก็ต้องมีช่วง Prequel ด้วยกันทั้งนั้น Epik High ก็เช่นเดียวกัน


Eternal Sunshine - เพลงที่ 3 : แล้วน้ำแข็งก็ถูกละลายลงไม่เหลือ จากที่ฉันยืนตัวแข็ง ทำอะไรไม่ถูก พอเพลงนี้ขึ้นเท่านั้น อาการเก๊ก อาการเกร็ง อาการไม่รู้จะทำอะไร ก็หายไป เอาล่ะ เต้นก็เต้น…


BLEED - เพลงที่ 4? :เราต้องเสียเลือดเนื้อกับชีวิตและความรักกันอีกเท่าไร?? นี่คือคำถาม..


Fly - เพลงต่อมา: เพลงที่ Tablo แห่งวง Epik High เล่าใน Space ของ Twitter ว่าในความฝันเค้าก็ยังร้องเพลงนี้ได้เลย แล้วเพลงนี้ก็ทำให้คนดู fly ได้จริงๆ ถ้านับความสูงที่ทุกคนกระโดดรวมกัน คงได้เป็นร้อยกิโลเมตรเลยล่ะ


Face ID - เพลงที่ทำให้ฉันพบ Epik High : ในไลฟ์สตรีมของ Coachella เมื่อช่วงครึ่งหลังของเดือนเมษายน ฉันค้นพบวงเกาหลีวงหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันที่กำลังเอนตัวอยู่อย่างไร้วิญญาณ ถึงกับขยับตัวปรับหน้าจอไอแพดให้ได้องศาดีๆ เค้าเป็นใครกัน??สายตาของฉันละออกจากภาพที่เห็นในไอแพดไม่ได้ มันคือทัศนคติที่ฉันทึ่ง ความตั้งใจจะทำให้คนดูพูดภาษาเกาหลีให้ได้อย่างน้อย 1 คำ ก่อนจะจบการแสดงในวันนั้น


โห มันคือเอเนอจี้ที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน


ก่อนหน้านั้นสองอาทิตย์ ฉันเพิ่งเสียแม่ที่รักที่สุดในหัวใจไป ฉันใช้ชีวิต หายใจ นั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน แล้วก็กลับบ้านในโหมด autopilot มาตลอด จนถึงวันนั้นที่ฉันกดตามลิงก์ที่น้องๆ นักดนตรีใน FB แชร์ไป มันเป็นพลังงานบางอย่างที่ฉันไม่เคยสัมผัสมาก่อน จากความเศร้าที่อยู่รายรอบตัว ตอนนั้นฉันรู้สึกถึง “ชีวิต” อีกครั้ง


Love Love Love - เพลงแห่งความรักคูณ​ 3 ของวงดนตรีที่มี 3 คน

ฉันมองว่าส่วนผสมคูณ 3 ของ Epik High เป็นสิ่งที่ลงตัว การที่มี Tablo เป็นหัวหน้าวง มี Dj. Tukutz เป็นกระดูกสันหลัง และ Mithra เป็นน้องคนสุดท้อง Epik High มีการแบ่งหน้าที่กัน ซัพพอร์ตกัน และส่งพลังงานดีๆ ให้กันตลอดเวลา Tablo เคยให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเขาเริ่มจากการเป็นวง เป็นเพื่อน และกลายเป็นครอบครัวในที่สุด แต่…บางคนก็เกลียดครอบครัวของตัวเองนะ 555”


สำหรับทุกคน ความชื่นชอบในศิลปินคงเริ่มต้นจากสิ่งที่ต่างกันไป ดนตรี ความน่ารัก ทัศนคติ หรือรวมกันทั้งหมด แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ตรงนั้นคงรู้สึกเหมือนกัน


ความทุ่มเทที่มีให้กับคนดูของพวกเขาทั้ง 3 คน

ความ old school ที่เป็นพื้นฐานของเพลงแร็ป

ความเล่นตลกเพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูของ Tablo

ความเต้นบีบอย แล้วทำเป็นปวดหลังฮาๆ ของ Dj. Tukutz

ความขว้างเสื้อยืดเป็นของขวัญให้คนดูถึงด้านหลังฮอลล์ของ Mithra

และความเป็น Epik High ในแบบของ Epik High


One - แล้วท้ายที่สุด Epik High ก็คือที่หนึ่ง


หนึ่งในความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ที่นั่น ในฮอลล์ และ ณ วินาทีนั้น

หนึ่งในหัวใจของคนดูคนฟังและคนที่ทึ่งพวกเขาทุกคน


Scene 6. Born Hater แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลง


การสาดน้ำรอบสุดท้ายที่ชำระล้างความรู้สึกทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ประโยคสุดท้ายของเพลงที่ว่า “See you later” แทนการบอกลา การก้มลงแบบสุดตัวเพื่อแสดงความขอบคุณ ประโยคขอบคุณในภาษาเกาหลี และเสียง “ขอบคุณครับ” ของ Dj. Tukutz


Tablo พูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ขอบคุณครับ” แล้วส่งจูบมาที่คนดู 2 ครั้ง ส่วน Mithra ก็เดินเข้าไปที่ด้านข้างเวที ไฟในฮอลล์ยังคงมืดอยู่ ทุกคนลุ้นว่าจะมี Encore ต่ออีกหรือไม่ แต่แล้วความสว่างของหลอดไฟก็กลับคืนสู่สภาพก่อนหน้า คนค่อยๆ ทยอยเดินออกจากฮอลล์ เพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน


สำหรับฉันยังคงอยากอยู่ในนั้นต่อไป ความสนุก ความสุข และความรู้สึกเหมือนฝัน มันยังคั่งค้างอยู่จนถึงในตอนนี้ มันคือ Post-concert hallucination?


จริงหรือ? นี่คือความจริงหรือ?? มันคือพะวังที่เส้นกั้นระหว่างความฝันกับความจริงทับซ้อนกัน จนรอยต่อของทั้งสองสิ่งหลอมรวมและเบลอเข้าหากัน จนดูไม่ออก


เดี๋ยวก่อน เวลาที่มีหมดลงแล้วหรือ…


นี่คงเป็นความฝันที่หอมหวานของ FC ศิลปินเกาหลีสินะ การได้อยู่ใกล้ในระยะเอื้อมถึง การได้มีช่วงเวลาที่ lucid dream หยุดทำงาน การได้รู้สึกถึงพลังงานของชีวิตที่อยู่เบื้องหน้า และการจากลาที่รู้อยู่ว่าจะต้องมาถึง


5 คืบที่ยืนห่างกัน

5 วินาทีที่ได้ถ่ายรูป

ระยะทางไม่ถึง 5 เมตรจากเวที

และ 555 กับความติ่งของตัวเอง

วันนี้ฉันพอใจแล้ว


RESPECT

EPIK HIGH!!